UV จ๋า ตา…ลาก่อน

แสงยูวีจะมีความเข้มข้นมากในช่วงระหว่างวันโดยเฉพาะเวลาประมาณ 10 โมงเช้าถึงบ่าย 3 โมง แสงยูวีสามารถสะท้อนบนพื้นผิวต่างๆได้ เช่น พื้นหิมะ พื้นทราย ฉะนั้นปริมาณความเข้มของแสงยูวีจะมีค่อนข้างมาก กลุ่มคนที่ทำงานในพื้นที่เหล่านี้ เช่น บริเวณไร่นา

เราปกป้องผิวจากยูวีด้วยครีมผสมสารป้องกันยูวี แล้วตาของเราล่ะ?

หลายๆท่านให้ความใส่ใจในการป้องกันผิวจากแสงยูวี แต่มีเพียงไม่กี่ท่านเท่านั้นที่ใส่ใจถึงอันตรายของยูวีที่มีต่อดวงตาด้วย ท่านทราบหรือไม่ว่า แสงยูวีจากธรรมชาติ และ แสงยูวีที่สังเคราะห์ขึ้นนั้น สามารถทำลายเนื้อเยื่อดวงตาได้ สามารถแผดเผาผิวของดวงตาได้เช่นเดียวกับกับอาการผิวไหม้ที่เกิดขึ้น การป้องกันเบื้องต้นที่สามารถทำได้ เช่น ใส่หมวกกันแดดและใส่แว่นตาที่ประกอบไปด้วยเลนส์ที่มีคุณสมบัติดูดซับหรือสะท้อนแสงยูวีได้

LED-UV-LightSpectrum-1

 

UV คืออะไร  ยูวี หมายถึง รังสีชนิดหนึ่งจากดวงอาทิตย์ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ มีช่วงความถี่ระหว่าง 240 -400 นาโนเมตร มีพลังงานสูง มนุษย์เราใช้ประโยชน์จากยูวีหลายทาง เช่น ใช้ในการฆ่าเชื้อโรค ใช้วิเคราะห์แร่ เป็นต้น อย่างไรก็ตามยูวีสามารถทำลายเซลล์ของสิ่งมีชีวิต และสามารถกระตุ้นให้ดีเอ็นเอเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพ ก่อให้เกิดเซลล์มะเร็งได้รังสียูวีแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่ ยูวีเอ UVA (ความถี่ระหว่าง 315 -400 นาโนเมตร) ยูวีบี UVB (ความถี่ระหว่าง 280 -315 นาโนเมตร) และ ยูวีซี UVC(ความถี่ระหว่าง 180 -280 นาโนเมตร) โชคดีที่ UVC ถูกชั้นบรรยากาศของโลกสกัดกั้นเอาไว้ เหลือเพียง UVA และ UVB ทะลุผ่านมายังผิวโลก นอกจากนี้ รังสียูวีสามารถสังเคราะห์ขึ้น และถูกปล่อยจากอุปกรณ์ต่างๆด้วย เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดแบล๊คไลต์หน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น uv+eye
credit image from www.espf.com

 

ผลกระทบของแสงยูวีที่มีต่อตา

รังสียูวีเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อเซลล์เนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต และแน่นอนที่สุดก็ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของตาได้มากมาย เลนส์ตามีหน้าที่ดูดซับยูวี เพื่อป้องกันไม่ให้แสงยูวีไปทำอันตรายต่อจอประสาทตาได้ เมื่อมีการสะสมของยูวีมากขึ้น เลนส์ก็จะขุ่นมัวและทำให้เกิดต้อกระจกได้ ส่วนเยื่อบุตาและกระจกก็เป็นด่านแรกที่ทำหน้าที่กรองยูวีเช่นกัน เมื่อได้รับยูวีมากขึ้นก็จะทำให้เยื่อบุตา เกิดอาการระคายเคือง ตาแดง แสบตา น้ำตาไหล เมื่อเป็นมากเข้าก็จะเกิดเป็นต้อเนื้อ ต้อลม ต้อจะโตขึ้นเรื่อย จนล้ำตาดำบดบังการมองทำให้การมองเห็นผิดปกติไปได้

จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่าหากเราได้รับแสงยูวีต่อเนื่องในระยะเวลานานๆนอกจากจะส่งผลให้เกิดต้อเนื้อ ต้มลม ต้อกระจกแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม อาจทำให้เกิดโรคตาเรื้อรัง เกิดมะเร็งที่ผิวรอบดวงตา ได้เช่นเดียวกับการเกิดมะเร็งผิวหนังทั่วไป

ต้อกระจก ต้อเนื้อ ต้อลม

 ต้อกระจก (Cataract)

ที่มา :  http://www.atom.rmutphysics.com

 ต้อเนื้อ (Pterygium)

ที่มา : http://www.wichaioptic.com

ต้อลม (Pinguecula)

ที่มา : http://static.cdn.thairath.co.th

ปัจจัยเสี่ยง

แสงยูวีจะมีความเข้มข้นมากในช่วงระหว่างวันโดยเฉพาะเวลาประมาณ 10 โมงเช้าถึงบ่าย 3 โมง แสงยูวีสามารถสะท้อนบนพื้นผิวต่างๆได้ เช่น พื้นหิมะ พื้นทราย ฉะนั้นปริมาณความเข้มของแสงยูวีจะมีค่อนข้างมาก กลุ่มคนที่ทำงานในพื้นที่เหล่านี้ เช่น บริเวณไร่นา ชายหาด ชายทะเล หรือบริเวณกลางแจ้ง ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเลือกสวมแว่นกันแดดที่กันยูวีได้ โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนและประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร นอกจากนี้ เด็กยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กมักจะใช้เวลาวิ่งเล่นกลางแจ้งมากกว่าผู้ใหญ่และโครงสร้างรูม่านตาในเด็กจะขยายตัวกว้างกว่าผู้ใหญ่ ทำให้รับแสงยูวีผ่านเข้าสู่ภายในตาได้มากกว่าผู้ใหญ่

 

ทางการป้องกันรังสียูวี

เราสามารถปกป้องดวงตาจากรังสียูวีด้วยวิธีง่ายๆ โดยเลือกใส่แว่นกันแดดหรือแว่นสายตาที่มีคุณสมบัติป้องกัน รังสียูวีอย่างน้อย 99-100 เปอร์เซ็นต์รวมทั้งการเลือกใส่หมวกที่มีปีกขอบกว้างๆ ขณะทำงานในกลางแจ้งหรือขณะเล่นกีฬาหรือทำธุระต่างๆในที่แจ้ง การเลือกสีเลนส์กันแดดที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดความสบายตามองภาพได้ชัด ไม่บิดเบือน

สำหรับทุกท่านที่ใส่แว่นสายตา อย่าลืมถนอมสายตาด้วยการเคลือบสาร UVX บนผิวเลนส์เพื่อผลดีต่อสุขภาพตาในระยะยาว

เด็กใส่แว่นกันแดด

ดร. สุนันท์  ภาสุระพันธ์

Doctor of Optometry

References

  1. American Optometric Association. U/V Protection. 14 Jun 2007.
  2. Top 5 Ways to Protect Eyes from the Sun By Troy Bedinghaus, O.D., About.com
  3. http://www.optometrists.asn.au
  4. http://www.allaboutvision.com