เป็นเบาหวาน…ทำไมตาจึงบอด

เป็นเบาหวาน…ทำไมตาจึงบอด

ทุกวันนี้ คำว่า “เบาหวาน”เป็นคำที่ค่อนข้างคุ้นหูของพวกเราไปแล้ว ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็มักได้ยินว่า คุณลุงคนนั้นเป็นเบาหวาน คุณป้าข้างบ้านเป็นเบาหวาน คุณพ่อเพื่อนเป็นเบาหวาน เอาไปเอามาก็อาจว่า คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย หรือ ลุงป้าน้าอา ของเราคนใดคนหนึ่งก็เป็นเบาหวานกับเขาเหมือนกัน

 

ทุกวันนี้ คำว่า “เบาหวาน”เป็นคำที่ค่อนข้างคุ้นหูของพวกเราไปแล้ว ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางไหนก็มักได้ยินว่า คุณลุงคนนั้นเป็นเบาหวาน คุณป้าข้างบ้านเป็นเบาหวาน คุณพ่อเพื่อนเป็นเบาหวาน เอาไปเอามาก็อาจว่า คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย หรือ ลุงป้าน้าอา ของเราคนใดคนหนึ่งก็เป็นเบาหวานกับเขาเหมือนกัน

เบาหวาน เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจาก การขาดฮอร์โมนอินซูลิน (ไม่มีเลยหรือมีแต่น้อย) หรือฮอร์โมนอินซูลินทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง

          บางคนสงสัยว่า แล้วฮอร์โมนอินซูลินมาเกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลอย่างไร ที่เกี่ยวก็คือฮอร์โมนอินซูลิน จะทำหน้าที่ไปจับกับน้ำตาลในกระแสเลือดของเรา แล้วพาเข้าสู่เนื้อเยื่อร่างกายเพื่อสร้างเป็นพลังงานต่อไป  เราก็เลยมีพลังงานที่จะทำอะไรต่อมิอะไรได้ แต่ในคนที่มีภาวะขาดอินซูลิน จะทำให้ร่างกายเราไม่สามารถใช้น้ำตาลที่มีอยู่ในกระแสเลือดได้ ผลคือ น้ำตาลในเลือดก็จะสูง ไต ซึ่งมีหน้าที่กรองของเสียออก แล้วดูดกลับของดีคืนสู่ร่างกาย ก็จะเอาน้ำตาล(ซึ่งถือว่าเป็นของดี) คืนเข้าสู่ร่างกาย แต่น้ำตาลในกระแสเลือดมันมีสูงมากเกินกว่าความสามารถของไตที่จะดูดกลับคืนสู่ร่างกายได้หมด ดังนั้นจึงมีน้ำตาลบางส่วนถูกขับออกมาทางปัสสาวะด้วย เราจึงสังเกตุเห็นว่า มีมดมาตอมในปัสสาวะของคนไข้เบาหวาน จึงเป็นที่มาของชื่อเบาหวาน นั่นเอง

อาการที่เรามักพบในคนไข้เบาหวาน ก็คือ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายไม่มีแรง เมื่อเป็นเบาหวานนานเข้าก็จะมีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า(เนื่องจากเบาหวานจะทำลายเส้นประสาทให้เสื่อมลง การรับรู้ความรู้สึกจึงลดลง) พบมีการเปลี่ยนแปลงในหลอดเลือดต่างๆทั่วร่างกาย ผนังหลอดเลือดหนาตัวขึ้น โดยเฉพาะที่หัวใจ ไต ตา และสมอง

อาการทางตาที่เกิดจากเบาหวานส่วนใหญ่ เป็นผลจากการเป็นเบาหวานมาเป็นระยะเวลานาน อาการทางตาที่เกิดจากเบาหวานมีตั้งแต่ ตามัวจนกระทั่งถึงตาบอด   ได้แก่

1. ตามัวขณะที่มีน้ำตาลในเลือดสูง : ภาวะhyperglycemia จะทำให้เลนส์ตาบวมน้ำ การหักเหแสงจะไปตกหน้าจอประสาทตาเหมือนคนที่มีสายตาสั้น คนไข้จึงเห็นภาพไม่ชัด แต่อาการนี้จะเป็นเพียงชั่วคราว ถ้าคนไข้ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ระดับสายตาก็จะกลับมาเห็นดีขึ้นได้ ดังนั้นถ้าระดับน้ำตาลของคนไข้ไม่คงที่ ระดับการมองเห็นก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามระดับของน้ำตาลในเลือด
2. ตามัวจากเป็นต้อกระจก : คนไข้ที่เป็นเบาหวานมานาน เลนส์ตาที่ใสจะเริ่มขุ่น เนื่องจากมีการสะสมของน้ำตาลในเลนส์ตา และเกิดกลไกทางชีวเคมีทำให้เลนส์ตาขุ่น  แสงจึงเข้าสู่ตาได้น้อยลง คนไข้จึงเกิดอาการตามัว แต่ก็สามารถแก้ไขได้โดยผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาที่ขุ่นออกแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมแทน คนไข้ก็สามารถมองไกลได้ชัดเจน  (แต่ถ้าต้องการอ่านหนังสือก็ต้องใส่แว่นตาอ่านหนังสือ เพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน)
3. ตามัวจนกระทั่งถึงตาบอดจากเบาหวานที่จอประสาทตา(Diabetic Retinopathy : DR)  โรคนี้เกิดจากภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงที่จอประสาทตา (hypoxia)  ซึ่งเราแบ่งระยะของโรคออกเป็น 3 ระยะ ด้วยกัน

  • ระยะเริ่มต้น ( Non-Proliferative diabetic retinopathy : NPDR) ระยะนี้จะพบที่จอประสาทตามีสิ่งผิดปกติ คือ พบเส้นเลือดฝอยพองเป็นกระเปาะ พบจุดเลือดออกขนาดเล็กกลม จนบางครั้งจุดเลือดออกมีขนาดใหญ่ อาจพบ lipoprotein มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง มีขอบเขตชัดเจนวางเรียงเป็นวงกลมรอบจุดรับภาพ(macula) และอาจพบจุดรับภาพบวมจากการรั่วซึมของน้ำจากหลอดเลือดบริเวณนี้ ซึ่งจะทำให้คนไข้ตามัวลงมาก ซึ่งเราเรียกภาวะนี้ว่า diabetic macular edema
  • ระยะกลาง (Advance NPDR) : ระยะนี้พบหลอดเลือดฝอยถูกอุดตันมากขึ้น พบเส้นใยประสาทขาดเลือดมากขึ้น หลอดเลือดดำพองตัวคล้ายลูกประคำ มีเลือดออกที่จอประสาทตา พบหลอดเลือดผิดปกติ(IRMA) ร่วมกับจุดรับภาพบวมมากขึ้น  ทำให้คนไข้ตามัวลงมาก
  • ระยะสุดท้าย ( Proliferative diabetic retinopathy ) : เป็นระยะรุนแรง จะพบว่ามีการขาดเลือดไปเลี้ยงที่จอประสาทตามากขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นให้มีการสร้างหลอดเลือดขึ้นใหม่เพื่อมาเลี้ยงจอประสาทตา แต่หลอดเลือดเกิดใหม่นี้เป็นหลอดเลือดที่ผิดปกติ มันจึงเปราะและแตกง่าย  ซึ่งถ้าหลอดเลือดเหล่านี้แตก จะเกิดเลือดออกที่วุ้นตา เมื่อเป็นนานเข้าจะมีการหดรั้งตัวเองดึงเอาจอตาหลุดลอกออกมา จึงเป็นสาเหตุตาบอดในผู้ป่วยเบาหวาน การเกิดเส้นเลือดงอกใหม่นี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกบริเวณของจอประสาทตา

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการเกิดเส้นเลือดงอกใหม่ที่ม่านตา พร้อมกับเกิดเส้นเลือดงอกใหม่ในที่ที่เป็นทางระบายน้ำในตา ซึ่งจะทำให้เกิดต้อหินชนิดหลอดเลือดงอกใหม่ ( Neovascular glaucoma) ซึ่งรักษายากมาก และเป็นสาเหตุของตาบอดได้อีก

health813ภาวะต้อกระจก dr02Diabetic Retinopathy

ปัจจุบันเบาหวานที่จอประสาทตาสามารถรักษาได้โดยการใช้แสงเลเซอร์ ซึ่งจะทำเพื่อลดภาวะการขาดเลือดมาเลี้ยงที่จอประสาทตาเพื่อป้องกันไม่ให้โรคเป็นมากขึ้น โดยจะฉายแสงเลเซอร์เข้าไปทำลายเซลล์ของจอประสาทตาบางส่วน (โดยวิธีPRP) ทำให้เลือดไม่ต้องไปเลี้ยงบริเวณนั้น ดังนั้นเซลล์ของจอประสาทตาส่วนที่เหลือก็จะได้รับเลือดและอาหารเพียงพอ ในคนไข้บางรายเราอาจจำเป็นต้องยิงแสงเลเซอร์ไปอุดรอยรั่วของหลอดเลือดเพื่อลดการบวมของจุดรับภาพ(macular) ด้วย แต่การใช้แสงเลเซอร์ก็ไม่สามารถช่วยให้การมองเห็นที่เสียไปกลับคืนมาได้ ดังนั้นการตรวจตาคนไข้เบาหวานจึงเป็นวิธีป้องกันตาบอดได้ดีที่สุด

สรุปแล้วคนไข้ที่เป็นเบาหวาน จะมีอาการตามัวจนกระทั่งถึงตาบอดได้ ขึ้นกับระยะเวลาการเป็นเบาหวาน ดังนั้นคนไข้ที่เป็นเบาหวานอยู่ ณ เวลานี้ ควรได้รับการตรวจตาอย่างใกล้ชิดและ

ดร. อรนุช ทวีกุล

Doctor of  Optometry