ตรวจสายตา….ต้องตรวจอะไรบ้าง

การซักประวัติคนไข้ ซึ่งได้แก่การหาข้อมูลทั่วไปของคนไข้ลักษณะท่าทางของคนไข้ อาการที่คนไข้มาหาเรา อาการผิดปกติของคนไข้ ประวัติเกี่ยวกับโรคทางตา และโรคทั่วไป รวมถึงการใช้ยาต่างๆ และข้อมูลที่คิดว่ามีผลต่ออาการที่คนไข้มาหาเรา ฯลฯ

ตรวจสายตา….ต้องตรวจอะไรบ้าง

i_aadae3af620088ac_html_m62044ecf

ขั้นตอนการตรวจวัดสายตาควรประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ คือ

1. การซักประวัติคนไข้ ซึ่งได้แก่การหาข้อมูลทั่วไปของคนไข้ลักษณะท่าทางของคนไข้  อาการที่คนไข้มาหาเรา อาการผิดปกติของคนไข้ ประวัติเกี่ยวกับโรคทางตา และโรคทั่วไป รวมถึงการใช้ยาต่างๆ และข้อมูลที่คิดว่ามีผลต่ออาการที่คนไข้มาหาเรา ฯลฯ

2. ตรวจสุขภาพตาเบื้องต้น เพื่อประเมินว่าคนไข้ ที่มารับการตรวจมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง เป็นเรื่องของสายตาหรือโรคตา เพราะโรคตาบางชนิดก็มีผลทำให้ตามัวได้ เช่น ต้อกระจก และโรคจอประสาทตาเสื่อม นอกจากนั้นยังควรที่จะสามารถแนะนำคนไข้ให้สามารถป้องกันตนเองจากโรคตาบางอย่างได้ เช่น ต้อเนื้อหรือต้อลม เป็นต้น

3. ตรวจหาโรคทั่วไปที่อาจจะมีผลเสียต่อสายตา เนื่องจากคนไข้ที่เข้ามาหาเราบางคนไม่เคยตรวจสุขภาพร่างกายมาก่อน  และโรคบางอย่างก็อาจจะมีผลเสียที่อาจจะทำให้ สายตาผิดปกติหรือตาบอดได้ เช่น พบ Diabetic Retinopathy (เบาหวานที่จอประสาทตา) ก็จะบอกได้ว่าคนไข้มีปัญหาเกี่ยวกับโรคเบาหวานเป็นต้น ฉะนั้นเราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องตรวจว่าคนไข้มีโรคบางอย่างที่จะมีผลต่อสายตาหรือไม่อาจจะโดยการซักถามสังเกต หรือ ดูจากอาการทางตาi_aadae3af620088ac_html_4a1dd57c

4. ตรวจสายตาและระบบการทำงานของตา ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกดังนี้

i_aadae3af620088ac_html_m233cd5d7

  •   การตรวจหาความชัด (Refraction) เพื่อดูว่าคนไข้ มีอาการผิดปกติทางสายตาหรือไม่ เช่น สายตาสั้น (Myopia), สายตายาว (Hyvperopia), สายตาเอียง(Astigmatism) ฯลฯ
  •   ตรวจระบบโฟกัส (Accommodation) ในเลนส์ ตาของคนเราสามารถปรับโฟกัสภาพในระยะใกล้หรือไกล โดยอัตโนมัติ  ซึ่งเราเรียกขบวนการปรับเพื่อให้ เห็นภาพชัดนี้ว่า accommodation ในผู้ ที่ระบบ accommodation ไม่ดีก็จะมีผลทำให้การอ่านหนังสือ การมองภาพในระยะใกล้ๆได้ไม่ชัด หรืออ่านหนังสือไม่ทนซึ่งอาจจะมีอาการปวดกระบอกตา เวียนศีรษะ มีอาการคล้ายจะอาเจียน เมื่อต้องทำงานในระยะใกล้ นานๆโดยเฉพาะในผู้ ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มักจะเริ่มมีอาการที่เรียกว่า สายตายาวระยะใกล้ในผู้สูงอายุ(Presbyopia) อันเนื่องมาจากความสามารถในการโฟกัสภาพ หรือ การ accommodation ของเลนส์ตาในระยะใกล้ค่อยๆเสียไป ฉะนั้นคนไข้กลุ่มนี้ถ้าหากว่าสายตามองไกลชัดเป็นปกติ ก็มักจะมองระยะใกล้มัว ถ้าคนไข้เป็นคนที่มีสายตาสั้น เมื่อใส่แว่นมองไกลจะเห็นภาพชัดแต่ เมื่อใส่แว่นเวลาดูระยะใกล้ ภาพจะไม่ชัด ซึ่งในกลุ่มนี้คนไข้มักจะบอกว่าถอดแว่นมองจะเห็นภาพในระยะใกล้ชัดกว่า ส่วนในผู้ที่มีสายตายาวจะมองมัวทั้งในระยะไกลและใกล้

ผมก็อยากจะย้ำให้ เข้าใจว่า ผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นอยู่ พออายุมากขึ้น(เฉลี่ยอายุประมาณ 40ปี) ก็จะเริ่มมีปัญหาสายตายาวระยะใกล้ในผู้สูงอายุ (presbyopia) หรือที่หลายๆคนชอบเรียกผิดเป็นสายตายาว (hyperopia) ฉะนั้นความเข้าใจผิดที่ว่า เมื่อตนเองมีปัญหาสายตาสั้น(myopia) เมื่ออายุมากขึ้นจะเป็นสายตายาว (ที่จริงคือสายตายาวระยะใกล้ในผู้สูงอายุ หรือ presbyopia)แล้วสายตาสั้นจะลดลง หรือที่เรียกว่าตากลับ จึงไม่เป็นความจริง และถ้าหากถามว่าแล้วในคนหนุ่มสาวจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบโฟกัสได้ หรือไม่   ตอบว่าได้ เพราะถ้าหากว่าค่าความสามารถในการโฟกัสระยะใกล้ (ค่า Amplitude of Accommodation) ของเขาต่ำกว่าปกติ ก็ย่อมจะมีปัญหาเวลาที่ดูระยะใกล้ ได้  เช่นกัน

ตรวจการทำงานร่วมของดวงตา (Binocular Vision)

อาจเรียกง่ายๆว่าการตรวจระบบกล้ามเนื้อดวงตา โดยปกติเวลามองดูสิ่งต่างๆดวงตาทั้งสองข้างจะทำงานร่วมกัน ทำให้เราสามารถเห็นภาพเป็นสามมิติ ถ้าหากปิดตาเสียหนึ่งข้างเราก็จะไม่สามารถเห็นภาพสามมิติได้ ซึ่งการทำงานร่วมกันของดวงตาทั้งสองข้าง เราเรียกว่าการทำงานแบบ Binocular Vision และการที่ดวงตาทั้งสองข้างจะทำงานร่วมกันได้นั้น ดวงตาทั้งสองข้างจำเป็นที่จะต้องมองไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งถ้าหากว่าดวงตาเราไม่ได้มองไปในทิศทางเดียวกัน ตาแต่ละข้างก็จะเห็นภาพแตกต่างกัน จะมีผลทำให้สมองไม่สามารถที่จะรวมภาพที่เห็นจากตาแต่ละข้างให้กลายเป็นภาพเดียวกันได้

ดังนั้นในความเป็นจริงเมื่อเรามองวัตถุใดๆก็ตาม ดวงตาทั้งสองข้างจะต้องทำงานพร้อมกันและมองไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะทำให้เกิดระบบการรวมภาพ (Fusion) ซึ่งเป็นการรวมเอาภาพที่เห็นจากดวงตาทั้งสองข้างให้เป็นภาพเดียว ในกรณีของผู้ที่มีสายตาสองข้างแตกต่างกันมาก (Anisometropia) ภาพที่เห็นของตาแต่ละข้างก็จะมีขนาดใหญ่ – เล็ก ไม่เท่ากัน ซึ่งสมองก็จะไม่สามารถรวมภาพเข้าด้วยกันได้ และอาจทำให้ตาข้างหนึ่งเกิดภาวะที่เบี่ยงเบนออก หรือที่เราเรียกว่า ตาเข (Tropia) และถ้าไม่แก้ไขตั้งแต่วัยเด็ก (อายุไม่เกิน 9ขวบ) อาจทำให้เกิดเป็นอาการตาขี้เกียจ (Ambyopia) ในตาข้างที่มีปัญหาสายตามากได้

skeel

 

การที่ตาจะทำงานแบบ Binocular Vision ได้นั้นต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน และต้องไปในทิศทางเดียวกันของกล้ามเนื้อตา (Extra Ocular Muscles) ทั้ง 6 มัด     ฉะนั้นถ้ากล้ามเนื้อตามัดใดทำงานผิดปกติการที่จะมองไปในทิศทางเดียวกันของดวงตาทั้งสองก็จะเกิดปัญหา หรือถ้ามีกล้ามเนื้อตามัดใดไม่แข็งแรง แล้วต้องมองวัตถุใดๆในทิศทางที่กล้ามเนื้อตามัดนั้นต้องทำงาน กล้ามเนื้อตามัดนั้นก็จะต้องทำงานหนักกว่าปกติ  ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดตา และถ้ากล้ามเนื้อตามัดนั้นทำงานต่อไม่ไหว ก็อาจจะมีการเบี่ยงเบนของลูกตาออกจากทิศทางที่กำลังมอง คนไข้อาจจะบอกว่าเห็นภาพซ้อนเป็นบางครั้ง ก็คืออาการแสดงที่บอกกับเราว่า กล้ามเนื้อตาทำงานผิดปกติ  อาจต้องแก้ ไขโดยการฝึกกล้ามเนื้อตา (Orthopics)  หรือใช้เลนส์พิเศษที่เรียกว่า เลนส์ปริซึม (Prism) ร่วมด้วย

 

ระบบการเคลื่อนไหวของลูกตา  (Ocular Motility)  ระบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบกล้ามเนื้อตา ซึ่งในการมองทิศทางต่างๆไม่ว่าจะซ้าย ขวา บน ล่าง หรือทแยงในมุมต่างๆก็ตาม ดวงตาจะมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางนั้นๆพร้อมกัน ถ้าหากว่าระบบการเคลื่อนไหวของลูกตาผิดปกติ ก็จะมีผลทำให้เราเห็นภาพไม่ต่อเนื่อง เช่น ในขณะที่อ่านหนังสือก็จะมีการกระโดดข้ามคำทำให้อ่านแล้วไม่ได้ใจความ ทำให้ต้องอ่านซ้ำในประโยคนั้นๆอีก ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้ โดยการตรวจระบบ Pursuit และ Saccade ของคนไข้ว่าทำงานได้ปกติหรือไม่ ถ้าทำได้ไม่ดีคนไข้มักจะบอกว่าอ่านแล้วจำไม่ค่อยได้ หรืออ่านไม่รู้เรื่อง หรือเห็นภาพกระโดดซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการฝึกกล้ามเนื้อตาจากขั้นตอนการตรวจทั้งหมดที่ได้กล่าวมาในข้างต้น จะครอบคลุมถึงปัญหาสายตาทั้งหมด แต่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด ซึ่งถ้าหากว่าเราตรวจทุกระบบตามที่กล่าวมาแล้ว ก็จะทราบได้ว่าปัญหาของคนไข้นั้นเกิดจากอะไร เพื่อที่จะได้แก้ไขให้ตรงประเด็นกับปัญหานั้น ๆ

ผมขอสรุปว่าการตรวจวัดสายตา ไม่ใช่การตรวจหาความชัดเพียงอย่างเดียว ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆด้วย หวังว่าผู้ที่อ่านบทความนี้ คงได้แนวทางในการที่จะตรวจสายตาต่อไปนะครับ

ดร.ณรงค์ ลีดาสวัสดิ์

Doctor of Optometry